เที่ยวเชียงใหม่ อย่าลืมไปไหว้พระเสตังคมณี

ผู้ใดที่เคยมา ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ในตอนวันสงกรานต์ คงจะได้รับความสนุกแล้วก็กำเนิดความซาบซึ้ง จากกิจกรรมในงานขนบธรรมเนียมนี้กันมหาศาล การเล่นน้ำวันสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการท่องเที่ยวไทยอย่างยิ่งจริงๆ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทั้งโลกเดินทางมาเล่นสาดน้ำและก็ดูจารีตวัฒนธรรมตรงนี้ปีละหลายแสนคน ซึ่งโดยมากจะเข้าหัวใจว่า งานจารีตวันสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่เริ่มกันในวันที่ 13 เดือนเมษายน ไปจนกระทั่งวันที่ 15 ซึ่งจะเป็นช่วงๆที่ทั้งเมืองจะมีการเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกโดยยิ่งไปกว่านั้นรอบรอบๆคูน้ำ แต่ว่า… อันที่จริงแล้ว กิจกรรมเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่นั้นเริ่มกันเมื่อวันที่ 1 ม.ย. แล้ว !


เพียงแต่ว่าในตอนต้นๆของเทศกาลจะยังไม่มีการเล่นสาดน้ำกันคนก็เลยไม่ค่อยรู้ แม้กระนั้นเป็นความจริงและก็มีตารางกิจกรรมของเทศกาลวันสงกรานต์นี้ว่าเริ่มในวันที่ 1 ม.ย. อยู่ในตารางจัดงานของ เทศบาลนครจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกิจกรรมแรกสุดเลยก็คือ “งานจารีตรดน้ำพระเสตังคมณี…” ในวันที่ 1-3 ม.ย. ที่วัดเชียงมั่น


การที่กิจกรรมรดน้ำพระพุทธปฏิมา พระเสตังคมณี เป็นขั้นตอนแรกในงานขนบธรรมเนียมที่สำคัญอย่างขนบธรรมเนียมวันสงกรานต์ย่อมแสดงว่า พุทธรูปองค์นี้มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง แม้กระนั้นแม้คนใดกันได้ไปกราบสักการะบูชาจะพบว่า เป็นพุทธรูปที่มีขนาดเล็ก เป็นมีขนาดหน้าตักกว้างเพียงแค่ 4 นิ้ว และก็สูงเพียงแต่ 6 นิ้ว เพียงแค่นั้น แต่ว่าเป็นพุทธรูปที่แกะขึ้นจากแก้ว มีความใสสะอาดและก็มีทรงพุทธศิลปที่สวยงาม ตามแบบสกุลช่างละโว้ รวมทั้งเช้าใจกันว่ามีประวัติที่ไปที่มาเป็นเวลายาวนานกว่า 1300 ปี


ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จำต้องไปไหว้พระเสตังคมณี


ประวัติความเป็นมาของ พระเสตังคมณี มีปรากฏเป็นลักษณะตำนาน เกี่ยวข้องกับตำนานของนครหริภุญชัย หรือ จังหวัดลำพูนในตอนนี้ ว่ากันว่า ตอนแรกอยู่ที่เมืองละโว้ (มีตำนานเกี่ยวกับการผลิตเกี่ยวกับการสร้างของพระวิษณุบาป แต่ว่าไม่ขอนำมาเล่าในที่นี้) ถัดมาเมื่อพระนางจามเทวี ลูกสาวเจ้ากรุงละโว้เสด็จมาครองบ้านครองเมืองหริภุญชัย ก็เลยได้เชิญเอาพระเสตังคมณี หรือ พระแก้วขาว มาด้วย เพื่อเป็นพุทธรูปบูชาประจำท่าน รวมทั้งพุทธรูปองค์นี้ก็อยู่ที่นครหริภุญชัยนานหลายร้อยปี จนกระทั่งสมัยที่พญามังรายตีได้นครหริภุญชัยในปี พุทธศักราช 1824 ได้ไปพบพระเสตังคมณี ซึ่งมิได้รับความทรุดโทรมจากการไฟที่ตรงจุดเผาในตอนเข้าโจมตีเมือง ก็เลยทรงกำเนิดความเลื่อมใสแล้วก็ได้เชิญมาเป็นพุทธรูปประจำท่านสืบต่อ แล้วก็ได้เชิญมาตั้งในวังเมื่อสร้างเมืองจังหวัดเชียงใหม่ในปี พุทธศักราช 1839 พระเสตังคมณีก็เลยนับว่าเป็นพุทธรูปสำคัญของนครจังหวัดเชียงใหม่มาแต่ว่านั้น


แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่พระเสตังคมณีมิได้ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ตลอด มี 2 ครั้ง ที่มีการพลัดถูกนำเอาไป คราวแรกหมายถึงในยุคพญายอดจังหวัดเชียงราย (พุทธศักราช2031 – 2038) เล่ากันว่ามีคนแอบลักขโมยเอาพระเสตังคมณีไป เพื่อจะเอาไปมอบกษัตริย์ที่กรุงศรีอยุธยา ในปี พุทธศักราช 2035 ทำให้พญายอดจังหวัดเชียงรายถึงกับมาตรฐานพลเคลื่อนทัพตามไป รวมทั้งสามารถเชิญกลับมาได้ ส่วนครั้งลำดับที่สอง รู้เรื่องว่าถูกเชิญไปล้านช้างโดยพระไชยเชษฐา (พุทธศักราช2089 – 2090) ผู้เป็นกษัตริย์ 2 อาณาจักร เป็นทรงครอบครองทั้งยังล้านนาแล้วก็ล้านช้าง ได้รับราชสมบัติต่อจากพระมหาเทวีจิรประภา แต่ว่าถัดมาทรงเปลี่ยนความคิด เสด็จกลับไปประทับที่ล้านช้าง ก็เลยมีการเชิญพุทธรูปสำคัญกลับไปด้วย องค์ที่สำคัญก็คือพระแก้วมรกต ก็เลยรู้เรื่องว่าขณะนั้นคงจะมีการนำเอาพระเสตังคมณี ซึ่งเป็นพุทธรูปสำคัญประจำเมืองเช่นเดียวกันไปด้วย ในเรื่องราวกล่าวพระเสตังคมณีได้ติดตั้งอยู่ที่ล้านช้างนานถึง 225 จนกระทั่งครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ยกกองทัพไปปราบล้านช้างได้เสร็จ ก็มีการเชิญพุทธรูปสำคัญกลับมาด้วย หนึ่งในซึ่งก็คือ พระเสตังคมณี แล้วก็ขอความกรุณาปรานีให้เชิญกลับมาตั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่อีกที โดยให้เชิญมาไว้ที่ วัดเชียงมั่น ซึ่งแรกเริ่มเป็นที่ประทับของพญามังราย รวมทั้งพระเสตังคมณีก็เลยได้ติดตั้งอยู่ในวัดเชียงมั่น นับตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งในเวลานี้


เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดที่มา ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ หรือ ต้องการมา ไหว้พระจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นมงคล ก็ต้องการจะขอเสนอแนะว่า ควรจะได้มากราบนมัสการพระเสตังคมณี อันเป็นพุทธรูปสำคัญประจำเมือง มีประวัติภูมิหลังตั้งแต่ต้นการสร้างเมืองจังหวัดเชียงใหม่ และก็มีความสวยงามของพุทธศิลปที่ย้อนขึ้นไปได้อีกนายกว่าพันปี เป็นพุทธรูปสำคัญแล้วก็เป็นที่เคารพสักการะอย่างมากของชาวจังหวัดเชียงใหม่